หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

Zero Incident ตอน เริ่มต้นที่คน

Zero Incidents
ทีนี้เราก็มาต่อกันด้วยเรื่องที่ว่า  ก็เมื่อรู้แล้วว่าอะไรเป็นปัจจัย  และอะไรเป็นสาเหตุ  ที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ  คำถามที่มักจะได้ยินก็คงไม่พ้น  “แล้วจะจัดการอย่างไร”  ทีนี้ก็จะเริ่มมีผู้รู้ออกมาให้ความคิดเห็น  “ง่ายนิดเดียว  ก็ตั้งสติก่อนสตาร์ท”  ได้ผลที่เดียวครับ  อุบัติเหตุถึงได้เพิ่มขึ้นไม่ยอมลดลงอย่างทุกวันนี้  ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ต้องการที่จะต่อว่าใคร  แต่มันเป็นวิถีทางแบบไทยคือนึกอะไรไม่ออกก็อิงธรรมะไว้ก่อน  แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าไอ้ตั้งสติก่อนสตาร์ทจะทำอย่างไร  “ดื่มไม่ขับ  ขับไม่ดื่ม  ขับไม่ซิ่ง”  คำตอบเหล่านี้ก็จะเริ่มพลั่งพลูออกมา  อันนี้ก็จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนที่สั่งสมมาทั้งทางตรง  และทางอ้อม
เอาเป็นว่าเรามาพูดถึงการแก้ปัญหาที่แท้จริงกันดีกว่าครับ  โดยเริ่มจากปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ  “คน  หรือ Man  กันก่อนเลย  จากสถิติที่ได้พูดถึงในตอนที่แล้วพบว่า  คน  เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุถึง  95%  ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Incident  ขึ้น  “คน”  จะต้องได้รับการพัฒนา  4 ด้านด้วยกันคือ
1.               K – Knowledge  กล่าวคือ  จะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเพียงพอ
2.               U – Understanding  กล่าวคือ  จะต้องมีความเข้าใจถึงเหตุและผลอย่างแท้จริง
3.               S – Skill  กล่าวคือ  จะต้องมีทักษะหรือความชำนาญ
4.               A – Attitude  กล่าวคือ  จะต้องมีทัศนะคติที่ดี
โดยผ่านกระบวนการจัดการ ( Management )  ที่ถูกต้องและเหมาะสม
ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง  สหรัฐอเมริกา  อังกฤษ  นิวซีแลนด์  ออสเตรเลีย  หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่น  จะให้
ความสำคัญกับการให้ความรู้  หรือกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทาง 

อย่างในประเทศญี่ปุ่นได้จัดให้มีหลักสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในโรงเรียน  ตั้งแต่ระดับอนุบาล  ไปจนถึงมหาลัย  ในอเมริกา  หรืออังกฤษเอง  ผู้ที่จะทำใบขับขี่ต้องผ่านการเรียนรู้ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการขับรถอย่างปลอดภัย  อีกทั้งยังต้องมีผู้ควบคุมในการฝึกหัดขับในช่วงแรกก่อนที่จะได้รับใบอนุญาต  โดยอาจเป็นผู้ปกครองที่มีใบอนุญาตขับรถ  หรือครูฝึกหัดขับรถตามสถาบันต่างๆ  ตามระยะเวลาที่กำหนด  โดยการเรียนและฝึกการขับรถอาจใช้เวลาตั้งแต่  1 เดือน  ถึง  1 ปีเลยทีเดียว

สำหรับในบ้านเราก็มีหน่วยงานต่างๆ  ที่เข้ามาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมากมาย  แต่มักออกไปในแนวทางต่างคนต่างทำ  เนื้อหาวิชาก็จะขึ้นอยู่กับความถนัด  และเป้าหมายทางการตลาดของแต่ละองค์กร  หนำซ้ำยังมีการลักลั่น  หรือการเรียนการสอนแบบข้ามขั้นตอน  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการเสริมแรงให้เกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

เพื่อให้องค์กรต่างๆ  หรือผู้สนใจสามารถวางแนวทางในการจัดการฝึกอบรมการขับรถอย่างปลอดภัย  และการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าว  จะได้แนะนำความรู้พื้นฐานที่จำเป็น Knowledge Base ในตอนต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น